Independent Board Playbook ที่ปรึกษากำหนดทิศทางองค์กร สไตล์ ปู สุรัตน์

Independent Board Playbook กรรมอิสระที่เป็น"สติ" ชี้ทิศทางให้กับผู้บริหารองค์กร

กรรมการอิสระไม่ใช่ผู้ลงมือทำ และก็ไม่ใช่ตรายางที่อนุมัติทุกอย่างไปเรื่อย ๆ บทบาทที่แท้จริงอยู่ตรงจุดสมดุลระหว่างสองขั้วนี้  และจุดสมดุลนี้เองที่เป็นความยากที่สุดของหน้าที่นี้

หน้าที่หลักของกรรมการอิสระ คือการ กำกับดูแล (Governance) และ สอดส่อง (Oversight) ไม่ใช่ลงมือปฏิบัติ (Execute) ความแตกต่างนี้ฟังดูชัดในทางทฤษฎี แต่ในห้องประชุมจริง เส้นแบ่งมักเลือนรางกว่าที่คิด เพราะถ้าอนุมัติทุกอย่างที่ฝ่ายบริหารเสนอแบบไม่ตั้งคำถาม กรรมการก็กลายเป็นเพียง “ตรายาง” (Rubber Stamp) ที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้องค์กรเท่าที่ควร แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเข้าไปยุ่งกับการตัดสินใจในระดับปฏิบัติเกินขอบเขต ก็ก้าวล่วงงานของฝ่ายบริหาร และทำให้ผู้บริหารทำงานไม่ได้ การหาจุดสมดุลตรงนี้ จึงเป็นทักษะที่ต้องอาศัยทั้งวินัยและประสบการณ์  รู้ว่าเรื่องไหนต้องถาม เรื่องไหนต้องท้าทาย และเรื่องไหนต้องปล่อยให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจ

อีกบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการรักษาความเป็นอิสระ กรรมการอิสระเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ถือหุ้นรายย่อย ได้รับเลือกจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ เพื่อทำหน้าที่แทนทุกคน นั่นแปลว่าจุดยืนต้องชัดเจน ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (Non-take sides) ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ  เพราะหน้าที่คือการรักษาผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคน ไม่ใช่เฉพาะบางกลุ่ม

สิ่งที่บอร์ดที่ดีทำได้ดีกว่าใคร คือการเป็น “สติ” ให้กับผู้บริหาร ผ่านคำถามเชิงสร้างสรรค์ ผู้บริหารที่จมอยู่กับงาน Day-to-Day มักมองไม่เห็น Blind Spot ของตัวเอง เพราะอยู่ใกล้กับปัญหาเกินไป ตำแหน่งของกรรมการอิสระเอื้อให้มองภาพรวมได้ในมุมที่คนในเห็นได้ยาก จึงควรใช้ประสบการณ์จากการเป็นคนนอก ตั้งคำถามให้ผู้บริหารได้ฉุกคิด  ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อให้การตัดสินใจของฝ่ายบริหารผ่านการตรวจสอบจากมุมที่หลากหลาย

ที่หลายบริษัทใช้กันคือเครื่องมือที่เรียกว่า Skill Matrix เพื่อคัดเลือกกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย มาช่วยกันอุดช่องโหว่และกำหนดทิศทางองค์กร เพราะองค์กรขนาดใหญ่ในวันนี้ ต้องตัดสินใจในเรื่องที่ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการเงิน เทคโนโลยี กลยุทธ์ ความเสี่ยง และคน — กรรมการคนเดียวเก่งทุกเรื่องเป็นไปไม่ได้ การมีบอร์ดที่มี Skill เสริมกัน จึงทำให้องค์กรได้มุมมองที่ครบและลึกพอจะตัดสินใจในเรื่องสำคัญ

การกำกับดูแลที่ดี ไม่ได้วัดที่จำนวนเรื่องที่อนุมัติ แต่วัดที่คุณภาพของคำถามที่ทำให้ผู้บริหารต้องคิดใหม่

บทสัมภาษณ์คุณปู สุรัตน์ ประลองศิลป์

Collaboration, KPI & Strategy สมดุลที่ตัดสินอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า

ความท้าทายที่ยากที่สุดของการตั้ง KPI คือการสร้างสมดุลระหว่าง ผลประกอบการระยะสั้น (Short-term Performance) กับ การสร้างขีดความสามารถระยะยาว (Medium to Long-term Growth) ทั้งสองอย่างนี้ต้องไปด้วยกัน เพราะถ้าโฟกัสที่ตัวเลขรายไตรมาสมากเกินไป องค์กรอาจรอดในวันนี้ แต่ไม่เหลือความสามารถในการแข่งขันในวันข้างหน้า  และในทางกลับกัน ถ้าทุ่มทรัพยากรไปกับการสร้างของระยะยาวมากเกินไป โดยไม่ดูแลผลประกอบการในปีปัจจุบัน องค์กรก็อาจไปไม่ถึงวันที่ของระยะยาวจะออกผล

ในกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) แม้โลกจะเปลี่ยนเร็ว แต่การมองแค่ 6 เดือนนั้นสั้นเกินไป เพราะการสร้าง Capability หรือธุรกิจใหม่ต้องใช้เวลา 2-3 ปี  กว่าจะวางคน วางระบบ ทดลอง ปรับ และเห็นผล ระยะเวลา 6 เดือนยังไม่ทันให้สิ่งใหม่ ๆ ลงราก องค์กรที่วางแผนแค่ระยะสั้นจึงไม่สามารถสร้างของที่เป็น Game Changer ได้

วิธีที่ใช้ได้ผล คือ การให้บอร์ดและผู้บริหารทำ Workshop ร่วมกัน เพราะการวางแผนกลยุทธ์ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคนเดียวได้ บอร์ดมีมุมมองภาพรวมและประสบการณ์ที่หลากหลาย ฝ่ายบริหารมีข้อมูลในแง่การปฏิบัติและความเข้าใจลูกค้า เมื่อสองฝ่ายมาคุยกันในเวที Workshop ทิศทางที่ออกมาจะมีทั้งวิสัยทัศน์และความเป็นไปได้จริง ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Scenario Planning  ต้องเตรียมแผนสำหรับสถานการณ์ที่หลากหลาย เช่น Worst Case, Base Case และ Best Case เพื่อให้องค์กรไม่ตื่นตระหนกเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเตรียมแผนปี 2026 ไว้ 3 สถานการณ์ เมื่อเกิดสงครามขึ้นจริง องค์กรสามารถหยิบแผนที่เตรียมไว้มาใช้ (Execute) ได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ในเวลาที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนก  เพราะในวินาทีที่วิกฤตเกิด เวลาที่จะคิดแผนใหม่ก็หมดไปแล้ว

กระบวนการวางแผนพัฒนาคน และ Succession Planning

หนึ่งในวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ของบอร์ด คือ Succession Planning หรือการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง เพราะความยั่งยืนขององค์กรอยู่ที่คน บอร์ดที่ดีไม่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยวางแผน แต่ต้องช่วยมองล่วงหน้าว่าตรงไหนมี “คอขวด” ที่พึ่งคนเก่งเพียงคนเดียว เพราะถ้าคนนั้นออกจากองค์กรไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งระบบจะสะดุดทันที การวางแผนสืบทอดจึงต้องคิดทั้งการพัฒนาคนในให้ก้าวขึ้นมาแทน หรือสรรหาคนจากภายนอกองค์กรในจังหวะที่เหมาะสม ในภาวะวิกฤต หากจำเป็นต้องลดคน ทุกการตัดสินใจต้องอยู่บนฐานของเหตุผลและความอยู่รอดของธุรกิจ ไม่ใช่อารมณ์หรือความสะดวกของผู้บริหาร โดยมุ่งรักษาธุรกิจไว้เป็นเป้าหมายหลัก เพราะถ้าธุรกิจไม่อยู่ คนที่เหลือก็ไม่มีที่ทำงาน การตัดสินใจที่ยากในวันนี้ จึงอาจเป็นการรักษางานของคนส่วนใหญ่ในวันข้างหน้า

 

ในมุมของกระบวนการ บอร์ดจะติดตามผ่าน KPI ระดับสูงใน 5 Core Processes ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บอร์ดเห็นสุขภาพขององค์กรอย่างครบทุกด้าน

1. Order to Cash (O2C) : หัวใจของการสร้างรายได้และความพึงพอใจ

กระบวนการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ “วินาทีที่เซลล์ออกไปขาย” ไปจนถึง “เงินสดไหลเข้าบริษัท” ซึ่งไม่ได้จบลงแค่การปิดการขาย แต่เป็นการทำงานข้ามฟังก์ชัน (Cross-functional) ตั้งแต่การหาลีด (Lead), กระบวนการรับออเดอร์, งานลอจิสติกส์การส่งสินค้า ไปจนถึงการตามเก็บเงิน

  • สิ่งที่ Board และ Management ต้องส่องสว่าง : บอร์ดจะไม่ลงไปดูรายละเอียดรายวัน แต่จะดูผ่าน KPI ระดับสูง เช่น Customer Satisfaction หรือ NPS Score (Net Promoter Score) เพื่อดูว่าลูกค้ามีความสุขจริงไหม, นอกจากนี้ยังต้องดูประสิทธิภาพการส่งของ (On Time Delivery) และการบริหารเครดิตเทอม เพื่อให้มั่นใจว่ายอดขายที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ
  • จุดที่ต้องระวัง : หากกระบวนการขายดีแต่เก็บเงินไม่ได้ หรือลูกค้าบ่นระงมในโซเชียล บอร์ดต้องตั้งคำถามเชิงสร้างสรรค์เพื่อให้ผู้บริหารฉุกคิดถึงปัญหาคอขวดในระบบ

2. Purchase to Pay (P2P) : ป้อมปราการความโปร่งใสและซัพพลายเชน

ในยุคที่ต้นทุนพุ่งสูง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญ P2P ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกซัพพลายเออร์ (Sourcing), การออกใบสั่งซื้อ ไปจนถึงการชำระเงิน,

  • มิติของความโปร่งใส (Integrity) : นี่คือประเด็นที่บอร์ดให้ความสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะการเฝ้าระวัง รายการที่เกี่ยวโยงกัน (Related Party Transaction) เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) และความเหมาะสมในการสั่งซื้อ,
  • การบริหารความเสี่ยง : บอร์ดจะดูว่าซัพพลายเออร์มีความน่าเชื่อถือ (Reliability) หรือไม่ และในยามวิกฤต เช่น สงครามหรือโรคระบาด ฝ่ายบริหารมีแผนสำรองอย่างไรหากซัพพลายเชนขาดตอน

3. Plan to Produce : ประสิทธิภาพการผลิตและการวางรากฐานสู่อนาคต

สำหรับธุรกิจที่มีโรงงานผลิต กระบวนการนี้คือตัวกำหนดกำไรเบื้องต้น เริ่มจากการวางแผนดีมานด์ (Demand Planning) ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูปเข้าสต็อก,

  • ประสิทธิภาพและต้นทุน : บอร์ดจะมอนิเตอร์ผ่าน Production Cost และ Efficiency รวมถึงการใช้กำลังการผลิต (Utilization), คำถามสำคัญคือ “ทำอย่างไรให้ความสูญเสีย (Waste) ลดลง?”
  • การมองไกลกว่าปีปัจจุบัน : สิ่งที่ยากที่สุดคือการ Balance ระหว่างผลประกอบการระยะสั้นและการสร้างความสามารถระยะยาว บอร์ดต้องช่วยดูว่ากำลังการผลิตในปัจจุบันเพียงพอสำหรับเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าหรือไม่ หากต้องสร้างโรงงานใหม่หรือสั่งเครื่องจักรเพิ่มที่ต้องใช้เวลาชิปปิ้งนานหลายปี ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้เพื่อให้ทันกับแผนการเติบโต

4. Book to Report (B2R) : เมื่อ “Cash is King” และความจริงอยู่ในงบการเงิน

กระบวนการทางบัญชีและการเงินที่สรุปทุกกิจกรรมออกมาเป็นตัวเลข บอร์ดจะใช้กระบวนการนี้เป็น “เครื่องตรวจสุขภาพ” ขององค์กรผ่าน Management Dashboard

  • กระแสเงินสดสำคัญกว่ากำไร : คุณสุรัตน์เน้นย้ำเสมอว่า “ธุรกิจมักเจ๊งเพราะหมุนเงินไม่ทัน ไม่ใช่แค่ขาดทุน” ดังนั้น Operating Cash Flow จึงเป็น KPI ที่บอร์ดให้ความสำคัญอันดับหนึ่ง
  • การบริหารสินทรัพย์ : การดูความสมดุลของ Inventory, ลูกหนี้การค้า (AR) และเจ้าหนี้การค้า (AP) อย่างมีประสิทธิภาพจะส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่อง, หากบอร์ดเห็นสัญญาณเตือน เช่น ผู้สอบบัญชี (Auditor) เริ่มอึกอักหรือไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากในประเด็นการเงิน นั่นคือ Red Flag ที่ต้องรีบตรวจสอบทันที

5. Hire to Retire : วงจรชีวิตพนักงานและการรักษา “คนเก่ง” (Talent)

คนคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด (Human Capital) กระบวนการนี้ดูแลตั้งแต่การรับสมัคร, การพัฒนา, ไปจนถึงวันที่พนักงานเกษียณหรือลาออก

  • Succession Planning (การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง): บอร์ดต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยการตรวจสอบว่าองค์กรมี “คอขวด” อยู่ที่คนคนเดียวหรือไม่ เช่น หาก “สมชาย” เป็นคนเก่งที่ทำทุกโปรเจกต์สำคัญแต่เพียงผู้เดียว หากสมชายป่วยหรือลาออก องค์กรจะวิกฤตทันที,

การบริหารอัตราการลาออก (Turnover): การลาออกเป็นเรื่องปกติและมีประโยชน์ในระดับที่เหมาะสม แต่บอร์ดจะเน้นดูที่ Talent Turnover คือต้องรักษาคนเก่งไว้ให้ได้, รวมถึงการสร้าง Capability ใหม่ๆ เพื่อรองรับยุค AI เพราะถึงแม้เราจะรักษาทุกงานไว้ไม่ได้ แต่เราต้องช่วยพัฒนาคนทุกคนให้ไปต่อได้

จุดที่มีร่วมกันของ CEO คือ Grit หรือ Resilience ความอึด อดทน และล้มแล้วต้องลุกกลับขึ้นมาให้ได้เร็ว
คุณปู สุรัตน์ ประลองศิลป์

บทบาท CEO ตำแหน่งที่ต้องรับแรงกดดันรอบด้าน และจุดร่วมที่มีเหมือนกัน

หน้าที่ของ CEO ไม่ใช่งานที่ทำได้ด้วยความฉลาดอย่างเดียว แต่ต้องมี ความทรหด (Grit & Persistence) ทั้งความอึด ความอดทน และความสามารถในการฟื้นตัวจากความล้มเหลวให้เร็ว (Resilience) เพราะในวันที่เจอแรงกดดันรอบด้าน  ทั้งจากตลาด คู่แข่ง พนักงาน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า  ความเก่งอย่างเดียวไม่พอ คนที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ในระยะยาว ต้องมีกล้ามเนื้อทางจิตใจที่ผ่านการฝึกฝน ลุกขึ้นใหม่ได้เร็วทุกครั้งที่ล้ม และไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดในวันนี้กลายเป็นข้ออ้างในวันพรุ่งนี้

ที่หลายคนมองข้าม คือ เรื่องของพลังงานและการดูแลตนเอง (Well-being) ผู้นำต้องดูแลการกิน การนอน และการออกกำลังกายเป็นเรื่องพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องรอง เพราะหากร่างกายไม่แข็งแรง สมองจะไม่ปลอดโปร่ง และไม่สามารถรับมือกับงานหนักได้ในระยะยาว  การตัดสินใจที่ดีที่สุดมักเกิดในสภาพร่างกายที่พร้อม ไม่ใช่ตอนเหนื่อยล้า

ในเรื่องทักษะ CEO ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด เช่น เรื่องการเงิน ขอแค่มี Financial Literacy พื้นฐานเพียงพอที่จะอ่านงบและตั้งคำถามได้ และมี CFO คู่ใจที่เก่งก็พอแล้ว  ไม่จำเป็นต้องเป็น CFO เองในร่างของ CEO เพราะถ้าพยายามทำทุกอย่างเอง สิ่งที่ต้องเสียคือเวลาที่ควรใช้กับงานสำคัญกว่า แต่สิ่งที่ทดแทนกันไม่ได้ และไม่มีใครทำแทน CEO ได้  คือ การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) และการบริหารคนด้วยใจ Self-Awareness คือการรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร มีจุดอ่อนตรงไหน และในวันนี้กำลังอยู่ในสภาพจิตใจแบบไหน เพราะ CEO ที่ไม่รู้จักตัวเอง ก็ไม่สามารถใช้ตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ส่วนการบริหารคนด้วยใจ คือสิ่งที่เครื่องมือหรือ Framework ใดก็ทำแทนไม่ได้  เพราะคนจะตามผู้นำที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ไม่ใช่ผู้นำที่เก่งแต่ตัวเลข

Executive Coaching อาจารย์จะเกิดเมื่อศิษย์พร้อม

หัวใจของ Executive Coaching อยู่ที่ความพร้อมของผู้บริหารเอง ก่อนเทคนิคใด ๆ ก่อนเครื่องมือใด ๆ ถ้าศิษย์ยังไม่เปิดใจ ความเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้น การโค้ชจึงไม่ใช่การยัดเยียดวิธีคิดใหม่ให้ผู้บริหาร แต่คือการรอจังหวะที่ผู้บริหารพร้อมจะมองเห็นตัวเอง และเข้าไปช่วยในวินาทีนั้นพอดี

หนึ่งในเทคนิคที่ใช้ได้ผลคือ Observation & Reflection โค้ชเข้าไปนั่งในที่ประชุมจริง เพื่อสังเกตพฤติกรรมของผู้บริหารแบบที่เกิดขึ้นในธรรมชาติของงาน ไม่ใช่ในห้องสัมภาษณ์หรือเซสชั่นที่ตั้งใจจัด เพราะคนเรามักทำตัวต่างกันเมื่อรู้ว่ากำลังถูกประเมิน เมื่อสังเกตเสร็จ โค้ชจะนำสิ่งที่เห็นมาสะท้อนผล (Reflect) ให้ผู้บริหารฟังในภายหลัง วิธีนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นตัวเองผ่านสายตาคนอื่นได้ชัดกว่าการพูดคุยทั่วไป เพราะพฤติกรรมบางอย่างที่ผู้บริหารทำเป็นประจำจนคิดว่าปกติ อาจเป็นจุดที่ทำให้ทีมไม่กล้าพูด หรือทำให้การประชุมไม่มีประสิทธิภาพ  สิ่งเหล่านี้คนข้างในเห็น แต่ไม่กล้าบอก โค้ชจึงทำหน้าที่เป็นกระจกที่สะท้อนความจริงให้

อีกเทคนิคที่น่าสนใจคือการเรียนรู้จากผลลัพธ์ (Safe Failure) ในบางครั้ง โค้ชอาจปล่อยให้ผู้บริหารลองทำในแบบของตัวเอง แม้จะรู้ว่าผลลัพธ์อาจไม่ดีนัก แต่ก็เป็นการ “บาดเจ็บแต่ไม่ตาย” เพื่อให้ผู้บริหารได้เห็นผลกระทบ (Consequence) ด้วยตัวเอง และเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง — เพราะการบอกว่า “อย่าทำแบบนี้” ไม่เคยมีพลังเท่ากับการที่ผู้บริหารได้สัมผัสผลของการกระทำของตัวเอง บทเรียนที่ได้จากประสบการณ์ตรง คือบทเรียนที่ฝังลึกที่สุด

สุดท้ายคือเรื่องการจัดการสภาวะจิตใจ (State Management) เมื่อเครียดจน “ดิ่ง” หรือติดหล่มอยู่กับปัญหา การฝืนคิดต่อมักไม่ได้ผล  และยิ่งคิดยิ่งจม วิธีที่ได้ผลกว่าคือการดึงตัวเองออกมาผ่านกิจกรรมอื่น เช่น การออกกำลังกาย งานอดิเรก หรือการทำสมาธิ (Mindfulness) เพื่อให้จิตใจสงบ และพร้อมกลับไปแก้ปัญหาด้วยสติ การเปลี่ยน State ก่อนจะกลับไปสู้กับปัญหา จึงเป็นทักษะที่ผู้บริหารระดับสูงต้องมี ไม่น้อยกว่าทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปกบทความ (1)
'นุช สินีนุช'ผู้นำที่สร้างกลยุทธ์เติบโตแบบยั่งยืนบริหารความเสี่ยง สู่ Sustainable Supply Chain
ถ้าผู้นำมัวแต่ ทำงานของวันนี้ มันจะไม่เห็น Vision สำหรับอนาคตอีกต่อไป ผู้นำต้องไม่จมปลักอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือปัญหาที่ผ่านไปแล้ว...
ปกบทความ
'หนุย วริษฐา' เคล็ดลับบริหารคน พาแบรนด์ Mizumi โต 2,000 ล้าน
แบรนด์ต้องอยู่ได้ด้วยคุณภาพสินค้า แม้วันที่เจ้าของไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว รับฟังแนวคิดการปลูกฝังหัวใจของการเป็นเจ้าของธุรกิจให้กับพนักงาน...
ปกบทความ (1)
ผู้นำสร้างกลยุทธ์องค์กรอย่างไร กับโลกใหม่ที่ "ไม่มีอะไรเหมือนเดิม"
พูดคุยกับดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI ที่จะมาเจาะลึก PESTEL...

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

องค์กรของคุณมีผู้นำระดับกลาง Frontline (Supervisor/First Time Manager/Manager) ประมาณกี่ท่าน
ท่านมีหลักสูตรพัฒนา Frontline Leader หรือผู้นำระดับกลางหรือไม่

สนใจเป็นส่วนหนึ่งของทีมบียอนด์ เทรนนิ่ง

    หากคุณมีความสนใจและต้องการเป็นส่วนหนึ่งกับเรา คุณสามารถกรอกข้อมูลด้านล่าง เพื่อให้ทางทีมงานพิจารณาแล้วตอบกลับคุณโดยไวที่สุด

Full Name

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน