เป้าหมายของการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่ใช่ยอดขายของไตรมาสนี้ แต่คือการสร้างบริษัทที่มีความมั่นคง (Stability) และสามารถอยู่ได้ยาวนานถึง 50–100 ปี
จุดเริ่มต้นของเป้าหมายใหญ่เช่นนี้ กลับเริ่มจากหน่วยวัดที่เล็กมาก การเติบโตในช่วงแรกถูกวัดกันที่ “จำนวนหลอด” ที่ขายได้ในแต่ละวัน (Micro level) ประสบการณ์นี้คือสิ่งที่หล่อหลอมผู้นำให้กลายเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งและวิธีคิดที่ใช้ในการรับมือกับอุปสรรคในแต่ละวัน คือการมองว่าทุกอุปสรรคที่เข้ามา ไม่ใช่ “ปัญหา” แต่คือ Problem Set หรือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เก่งขึ้นในวันรุ่งขึ้น ตราบใดที่ยังมีสติและเดินหน้าต่อ นี่คือ Mindset ที่เรียกว่า Perseverance ความตั้งมั่นและการโฟกัส ที่ทำให้ผู้นำคนหนึ่งสามารถสร้างธุรกิจจากศูนย์ได้
ในวันที่องค์กรยังเล็กและไม่มีอะไรเลย ผู้นำไม่มีเงินเดือนที่สูงไว้แย่งคนเก่ง ไม่มีออฟฟิศสวยไว้โชว์ และยังไม่มีแบรนด์ให้โน้มน้าว สิ่งเดียวที่ผู้นำมีได้ในวันนั้น คือ ภาพในอนาคต 5 ปีที่ชัดเจนพอจะใช้สื่อสารและดึงดูดคนเก่งให้ยอมมาร่วมทีม นี่คือวิธี Get buy-in ที่เกิดจาก Visionary Leadership เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น บทเรียนถัดมาก็ตามมา ผู้นำต้องเลิกทำทุกอย่างด้วยตัวเอง (Micro-manage) และเรียนรู้ที่จะ Trust ทีมงานมากขึ้น เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อได้โดยไม่ติดที่ตัวบุคคล และแม้ธุรกิจจะมีขนาดใหญ่ขึ้น DNA ของความเร็วก็ยังถูกรักษาไว้ พร้อมปรับเปลี่ยนแผนงานตามสถานการณ์และเทรนด์รายวัน เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก นี่คือ Agility ที่องค์กรขนาดใหญ่มักจะสูญเสียไปตามเวลา แต่ที่นี่ยังรักษาไว้ได้
คุณหนุย วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ ผู้ก่อตั้ง (Founder) แบรนด์ MIZUMI
Core Value ของแบรนด์คือ คุณภาพสินค้า ทีม Product Development จึงเป็นทีมที่ได้รับความสำคัญสูงสุด แนวคิดเบื้องหลังคือ แบรนด์ต้องอยู่ได้ด้วยตัวคุณภาพของสินค้าเอง แม้ในวันที่ไม่มีตัวบุคคลหรือเจ้าของแบรนด์อยู่แล้วก็ตาม และการพัฒนาก็ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้สินค้าจะวางขายไปแล้ว 1–2 ปี หากมีเทคโนโลยีใหม่หรือเทรนด์ที่เปลี่ยนไป แบรนด์พร้อมอัปเกรดสูตรให้ทันสมัยและดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ ส่วนความสามารถในการปรับตัว (Agile) สะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อได้รับ Insight ว่าสินค้าใช้งานยากหรือไม่ตอบโจทย์ แบรนด์จะรีบประชุมทีมเพื่อหาทางแก้ไขและปรับเปลี่ยนภายในระยะเวลาเพียง 1–2 สัปดาห์
แม้ธุรกิจจะเติบโตมากแล้ว คุณหนุยยังคงแบ่งเวลามาอ่านคอมเมนต์และฟีดแบคในโซเชียลมีเดียด้วยตัวเอง เพื่อรับรู้ความต้องการและปัญหาของลูกค้าอย่างแท้จริง นอกจากนี้แบรนด์ยังใช้ช่องทาง TikTok เพื่อสร้าง Closer Connection กับกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผ่านการสื่อสารแบบ “เพื่อนถึงเพื่อน” เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสินค้า แต่การรับฟังเสียงลูกค้าจำนวนมาก ย่อมมีทั้งสิ่งที่สำคัญและสิ่งที่ไม่สำคัญปนกัน ผู้นำจึงใช้วิธีจัดลำดับความสำคัญ (Prioritize) โดยแยกออกเป็น 2 ประเภท — Voice คือฟีดแบคเชิงสถิติที่กระทบต่อคุณภาพสินค้าเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต้องรีบแก้ไขทันที ส่วน Noise คือความไม่พอใจส่วนบุคคลหรือเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ใช่หัวใจหลักของแบรนด์ จะมีทีม Customer Service (CS) คอยดูแลจัดการเป็นรายกรณีไป
การคัดเลือกคนขององค์กรนี้ เริ่มต้นจากการมองหาคนที่มี Entrepreneurial Mindset สามารถสร้างสิ่งใหม่จากศูนย์ได้โดยไม่ต้องมีตำราบอก และเพื่อให้คนที่เข้ามาใหม่ไม่รู้สึกว่าถูกหลอก ในการสัมภาษณ์งานจะมีการตั้งความคาดหวัง (Set Expectation) อย่างชัดเจนว่าองค์กรทำงานเร็วเหมือน “รถไฟสายด่วน” (High Speed Train) ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วิธีนี้ช่วยกรองคนที่ไม่ฟิตกับวัฒนธรรมออกไปตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งองค์กรและตัวผู้สมัครเอง
เกณฑ์ที่ใช้ประเมินก็ไม่ได้ดูแค่ทักษะที่มีอยู่เดิม แต่มองที่ศักยภาพภายใน (Inner Talent) ผ่านองค์ประกอบ 2 ส่วน Power Core (ความเก่งพื้นฐานและการคิดวิเคราะห์) และ Future Core (ศักยภาพในการพัฒนาต่อในอนาคต)
คุณหนุยให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ผ่านนโยบาย “ประตูที่เปิดกว้าง” โดยไม่ปิดประตูห้องทำงานเลยหากไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับจริง ๆ เช่น เรื่องเงินเดือน เพื่อแสดงให้พนักงานเห็นว่าทุกคนสามารถเดินเข้ามาคุยได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งพยายามเข้าถึงพนักงานทุกระดับไม่ว่าจะเป็น N-1 หรือ N-2 อย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติหรือให้ความสำคัญเฉพาะคนใกล้ชิด เพื่อลด “Barrier” หรือกำแพงความกลัวที่ลูกน้องมีต่อหัวหน้า และในเวลานอกงานยังวางตัวเป็นเหมือน “พี่สาว” ที่ร่วมรับประทานอาหารกลางวันและพูดคุยเรื่องส่วนตัวกับน้อง ๆ ได้อย่างเป็นกันเอง นอกจากนี้ คุณหนุยยังกล้าที่จะยอมรับความเปราะบางของตนเอง
โดยบอกทีมอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรื่องนี้พี่ไม่เก่ง” หรือ “เรื่องนี้พี่ไม่ถนัด” เพราะไม่ชอบการสร้างภาพหรือ “ทำฟอร์มดี” แต่ไม่มีความรู้จริงอยู่ภายใน ซึ่งเมื่อผู้นำกล้ายอมรับจุดอ่อน ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานกล้ายอมรับความผิดพลาดหรือความไม่รู้ของตนเองเช่นกัน ทำให้องค์กรสามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้แทนการปกปิด สอดคล้องกับค่านิยมหลักขององค์กรที่ว่า “ไม่รู้ให้ถาม ห้ามมั่ว” และห้าม “ปั้นน้ำเป็นตัว” หรือ “ย้อมแมว” เพื่อให้ผลงานดูดีเกินจริง เพราะการพยายามมั่วเพื่อรักษาหน้าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และอาจได้รับบทลงโทษ (Penalty) มากกว่าการยอมรับว่าไม่รู้จริง ๆ โดยผู้นำจะประกาศชัดเจนว่าไม่เป็นไรหากจะไม่รู้หรือทำผิดพลาดในบางเรื่อง แต่ขอให้สื่อสารออกมาเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน ควบคู่กับการทำ Health Check สม่ำเสมอ ด้วยการเช็คอินกับลูกน้องบ่อย ๆ ว่ามีปัญหาอะไรหรือต้องการซัพพอร์ตด้านไหนเป็นพิเศษ
พร้อมให้คำมั่นสัญญาที่เป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัยทางจิตใจว่า “ในทุกอุปสรรค เธอไม่ได้เดินคนเดียว” เพราะผู้นำพร้อมจะรับรู้และช่วยแบกรับความเสี่ยงร่วมกับทีมเสมอ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเป็นกันเองสูง แต่คุณหนุยก็รักษาสมดุลด้วยการเป็น Direct & Gentle กล่าวคือในห้องประชุมจะคอมเมนต์งานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการ “ซอฟต์” เพื่อเอาใจลูกน้องจนเสียงาน โดยวิจารณ์จากเหตุผลของธุรกิจเป็นหลักเพื่อให้พนักงานเก่งขึ้น พร้อมทั้งมอบหมายโปรเจกต์ให้เป็นสนามทดลองและพื้นที่ฉายแสง เพื่อให้พนักงานได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด เพราะมองว่าปัญหาคือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เก่งขึ้นนั่นเอง (photo credit : Marketingoops)
ในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ องค์กรเลือกใช้วิธี Project-based Evaluation มอบหมายโปรเจกต์ (Assignment) ให้พนักงานได้แสดงความสามารถจริงผ่าน Visible Result ผลลัพธ์ที่จับต้องได้และทุกคนเห็นร่วมกัน ซึ่งเป็นเกณฑ์ในการโปรโมทพนักงานที่ยุติธรรมที่สุด และสิ่งที่ทำให้ระบบนี้เดินได้ดี คือ Purpose-driven Communication ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้นำจะอธิบายเหตุผลและวัตถุประสงค์ (Why) เสมอ เพื่อให้ทีมยอมรับและเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน อีกมิติหนึ่งที่สำคัญ คือการที่ผู้นำเลือก Blending In อัปเดตเทรนด์และทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นใหม่ เพื่อลดกำแพง (No Barrier) และสร้างการเปิดใจในการสื่อสาร และบทเรียนสุดท้ายที่ฝากไว้ให้คน Gen Z การจะโดดเด่น (Standing Out) ต้องนำจุดแข็งที่มีอยู่มาผสมกับ Perseverance (ความมุ่งมั่น) และ Empathy (ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น) เพื่อให้เติบโตได้ไกลกว่าคนในรุ่นเดียวกัน
หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน
หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน
หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน
หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน
หากคุณมีความสนใจและต้องการเป็นส่วนหนึ่งกับเรา คุณสามารถกรอกข้อมูลด้านล่าง เพื่อให้ทางทีมงานพิจารณาแล้วตอบกลับคุณโดยไวที่สุด
หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน