เคล็ดลับบริหารต้นทุน สร้าง Profitability Triangle ด้านเทคโนโลยีในองค์กร

รักษาผลกำไร คือเป้าหมายสูงสุด (Profitability Triangle)

องค์กรส่วนใหญ่เมื่อเผชิญกับแรงกดดันทางการเงิน มักนึกถึงการตัดงบเป็นคำตอบแรก แต่สิ่งที่คุณอโณทัย ชี้ให้เห็นใน Leadership Secrets คือการตัดโดยไม่เข้าใจโครงสร้างกำไรนั้น อาจทำให้ “ประหยัด” ได้ในระยะสั้น แต่กลับ “ตัดโอกาส” ในระยะยาว และนั่นคือความแตกต่างระหว่างองค์กรที่อยู่รอดกับองค์กรที่เติบโต

กำไรที่แท้จริงเกิดจากการบริหาร 3 มุมให้สมดุลกันพร้อมกัน ได้แก่ Margin ที่เพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยงและขยายธุรกิจ, Revenue Growth ที่ต้องเป็นการเติบโตจริงไม่ใช่แค่รายได้ทรงตัว และ Cost ที่บริหารอย่างชาญฉลาด สามมุมนี้ต้องทำงานสอดประสานกัน ขาดมุมใดมุมหนึ่งไป ตัวเลขกำไรตรงกลางก็จะเริ่มสั่นคลอน และโครงสร้างทั้งหมดก็จะไม่มั่นคง

Margin มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการแข่งขัน  หากองค์กรไม่ปรับตัว Margin จะลดลงตามธรรมชาติจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพราะใครมาเฉือนไป แต่เพราะตลาดเคลื่อนตัวไปแล้ว และธุรกิจที่ยืนอยู่กับที่ก็ย่อมถูกแซงไปโดยปริยาย ส่วน Revenue Growth นั้น คำว่า “Growth” มีความหมายสำคัญมาก เพราะรายได้ที่ทรงตัวในยุคที่ตลาดขยายตัวอยู่ ก็แปลว่าส่วนแบ่งตลาดกำลังลดลงจริง ๆ

สิ่งที่น่าพิจารณา คือ มุมมองต่อ “ต้นทุนด้านไอที” ในยุคปัจจุบัน ไอทีไม่ใช่เพียงเครื่องมือหรือ งบรายจ่ายที่ตัดทิ้งได้เมื่อยามตึงเครียด หากแต่เป็น Operating Model ที่รันควบคู่กับทุกกระบวนการธุรกิจ ตั้งแต่ Supply Chain ไปจนถึง Customer Experience ในอดีตไอทีถูกมองเป็น “เครื่องไม้เครื่องมือ” แต่ปัจจุบันมันคือ “ระบบปฏิบัติการ” ของทั้งองค์กร การตัดงบไอทีแบบเหมาเข่งจึงไม่ต่างกับการเฉือนเนื้อตัวเอง ทำให้ประหยัดได้ในระยะสั้น แต่ตัดโอกาสเติบโตในระยะยาว

แนวทางที่ IBM ใช้คือ Cost Optimization ไม่ใช่ Cost Cutting โดยนำส่วนที่ประหยัดได้กลับไปลงทุนใน Innovation เพื่อยกระดับ Customer Experience และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาด วงจรนี้หมุนต่อเนื่อง  ประหยัดได้ → ลงทุนต่อ → สร้าง Value ใหม่ → กลับมาเพิ่ม Revenue ในที่สุด และกำไรในภาพรวมก็ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของแนวทางนี้คือการสร้าง Productivity Gain ได้ถึง 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จากการฝัง AI และ Automation ลงในกระบวนการทำงานภายในองค์กร ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากการตัดคน แต่มาจากการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ที่ชาญฉลาดกว่าเดิม และนำทรัพยากรที่ประหยัดได้ไปสู่งานที่สร้างมูลค่าสูงกว่า

Cost ที่ดีที่สุดไม่ใช่ต้นทุนที่ต่ำที่สุด  แต่คือต้นทุนที่ส่งผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะยาว

ออกจากกับดักความสำเร็จ: บทเรียน Change Management จาก IBM

IBM มีอายุกว่า 115 ปี และนั่นไม่ได้แปลว่าองค์กรนี้ไม่เคยผิดพลาด ในทางกลับกัน วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ IBM เกิดขึ้นในยุค 90 เมื่อองค์กรที่เคยเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีโลก เกือบพังทลายเพราะสิ่งที่เรียกว่า “Success Trap”  กับดักที่ดึงองค์กรให้ยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิม จนมองไม่เห็นว่าโลกข้างนอกได้เปลี่ยนไปแล้ว

Success Trap เกิดขึ้นเมื่อความสำเร็จในอดีตกลายเป็น “ภาระ” แทนที่จะเป็น “ฐาน” สำหรับอนาคต องค์กรที่เคยครองตลาด มักมีแนวโน้มที่จะปกป้องสิ่งที่มีอยู่มากกว่าการแสวงหาสิ่งใหม่ ลูกค้าเปลี่ยน ตลาดเปลี่ยน แต่กระบวนการคิดและวัฒนธรรมองค์กรไม่เปลี่ยนตาม  นั่นคือจุดเริ่มต้นของวิกฤต

จุดเปลี่ยนของ IBM เป็นการส่งผู้บริหารระดับสูงออกไปพบลูกค้าโดยตรง เพื่อรับฟัง Voice of Customer ด้วยตัวเอง ว่าทำไมลูกค้าถึงไม่รัก IBM เหมือนเดิม การลงไปฟังด้วยตัวเองนั้นสำคัญ เพราะข้อมูลที่กรองผ่านชั้นการจัดการมักสูญเสียความคมชัดไปในกระบวนการ สิ่งที่ผู้บริหารได้ยินตรงจากลูกค้าคือความจริงที่ไม่มีใครกล้าบอกในห้องประชุม

จากนั้น IBM ปรับวิธีคิดจากการยึดผลิตภัณฑ์เป็นหลัก (Product Centric) มาเป็นการยึดความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง (Customer Centric) การเปลี่ยนแปลงนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติหมายถึงการเปลี่ยนทุกอย่าง ตั้งแต่วิธีออกแบบผลิตภัณฑ์ วิธีวัดความสำเร็จ ไปจนถึงวิธีที่พนักงานทุกระดับตัดสินใจในชีวิตประจำวัน

ในมิติของ Change Management คุณอโณทัย ย้ำว่า Transformation ไม่ใช่โปรเจกต์ไอที แต่คือ Business Project ที่ทุกคนในองค์กรต้องมีส่วนร่วม ทิศทางต้องมาจากระดับบน (Tone from the Top) และผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองเชื่อในการเปลี่ยนแปลงนั้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่สั่งการแล้วรอดูผล ถ้าผู้นำยังทำงานแบบเดิม พนักงานก็จะไม่มีวันเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จริงจัง

สิ่งที่ต้องใช้มากที่สุดในการนำการเปลี่ยนแปลงคือ Courageous Leadership ความกล้าตัดสินใจในเรื่องที่ยากและบีบคั้น เพราะ Transformation มักต้องการการยกเลิกสิ่งที่เคยทำได้ดีมาก่อน เพื่อเปิดทางให้กับสิ่งที่ดีกว่า และนั่นไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายสำหรับผู้นำคนไหน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องทำควบคู่ไปกับ Evolution of Corporate Culture เพราะถ้าเปลี่ยนแค่ระบบแต่ไม่เปลี่ยนวิธีคิด ทุกอย่างก็จะวนกลับมาเหมือนเดิม

ความสำเร็จในอดีตคือสินทรัพย์ที่มีค่า  แต่ถ้าปล่อยให้มันกลายเป็นสิ่งที่ต้องปกป้อง มันจะกลายเป็นภาระที่หนักที่สุดขององค์กร

การรักษาคนเก่ง Talent Retention

ถ้าเงินคือคำตอบเดียวของ Talent Retention ทุกองค์กรที่มีงบมากกว่าก็ชนะการแข่งขันด้านคนไปแล้ว แต่ความเป็นจริงที่คุณอโณทัย พูดถึงใน Leadership Secrets คือสิ่งที่ดึงคนเก่งไว้ได้จริงนั้นอยู่ที่โอกาส ความท้าทาย และความสุขในการทำงาน  สามสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้โดยตรง แต่ต้องสร้างขึ้นมาจากวัฒนธรรมและโครงสร้างขององค์กร

IBM ให้ความสำคัญกับการสร้าง Internal Talent Pool หรือคลังคนเก่งภายในองค์กร และส่งเสริม Talent Mobility ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนย้ายพนักงานไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละคน แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าคนเก่งที่อยู่ในตำแหน่งที่ใช่ จะสร้างคุณค่าได้มากกว่าคนเก่งที่ติดอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะ และการเปิดโอกาสให้เติบโตภายในคือสิ่งที่ทำให้คนมีเหตุผลอยู่ต่อ แทนที่จะต้องออกไปหาประสบการณ์ใหม่ที่อื่น

Continuous Learning คือ เสาหลักอีกหนึ่งต้นของแนวทางนี้ IBM สนับสนุนให้พนักงานพัฒนาทักษะใหม่อยู่เสมอ เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ทักษะที่ล้ำสมัยวันนี้อาจกลายเป็นพื้นฐานของพรุ่งนี้ได้ การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงไม่ใช่แค่สิทธิประโยชน์ แต่คือเงื่อนไขที่ทำให้พนักงานยังคงอยู่ในกลุ่ม Top Talent ได้ต่อไป

กรณีที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงในฝ่าย HR โดยใช้ AI Agent อย่างระบบ AskHR เข้ามาดูแลงาน Low Value เช่น การตอบคำถามซ้ำ ๆ และการจัดการงานธุรการ ขณะที่พนักงาน HR ปรับบทบาทมาเป็น Talent Scientist  นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่วิเคราะห์ศักยภาพและวางแผนการเติบโตของคนในองค์กร การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่การลดคุณค่าของคน แต่คือการยกระดับงานจาก Low Value ไปสู่ Higher Value อย่างเป็นระบบ

สำหรับผู้นำเอง สิ่งสำคัญที่ต้องปรับคือภาษาที่ใช้สื่อสารกับทีมเทคโนโลยี ผู้นำไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคลึกไปกว่าทีม แต่ต้องขอให้ทีมพูด “ภาษาที่คนทั่วไปฟังเข้าใจ” เพราะการตัดสินใจที่ดีต้องการความเข้าใจที่ชัดเจน ไม่ใช่คำศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อน ผู้นำที่เน้นผลลัพธ์และผลกระทบทางธุรกิจมากกว่าสเปกของระบบ จะตัดสินใจได้ถูกต้องกว่าและเร็วกว่าเสมอ

การลงทุนในคนไม่ใช่ค่าใช้จ่าย  แต่คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดและยั่งยืนที่สุดขององค์กร

ศิลปะการสื่อสารของผู้นำสายเทคโนโลยี

ผู้นำที่สื่อสารเก่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพรสวรรค์ แต่เกิดจากการทำการบ้านอย่างหนักก่อนการสื่อสารทุกครั้ง สิ่งที่คุณอโณทัย เน้นย้ำใน Leadership Secrets คือการถามตัวเองให้ชัดก่อนว่า “พูดเรื่องอะไร” และ “พูดกับใคร” เพราะคำตอบของสองคำถามนี้จะกำหนดทุกอย่างที่ตามมา ตั้งแต่น้ำเสียง ภาษา ไปจนถึงลำดับของเนื้อหาที่เลือกใช้

หนึ่งในหลักที่น่าสนใจที่สุดคือกฎ 20/80 ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาที่เลือกพูดควรเป็น “Must Have” เพียง 20% ที่ทรงพลังที่สุดเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 80% คือการสร้างบรรยากาศและบริบทให้สนุกและน่าติดตาม หลักนี้ฟังดูขัดกับสัญชาตญาณ เพราะผู้นำส่วนใหญ่มักคิดว่ายิ่งให้ข้อมูลมากยิ่งดี แต่ในทางปฏิบัติ ข้อมูลที่มากเกินไปทำให้สิ่งสำคัญจมหายไปในกองรายละเอียด

การหา Sweet Spot ของเรื่องที่สื่อสารคือทักษะที่ต้องฝึก มันคือจุดที่ประเด็นสำคัญที่สุดตัดกับความสนใจของผู้ฟัง ผู้นำที่ค้นพบจุดนี้ได้จะสื่อสารได้เข้าถึงใจมากกว่าผู้นำที่เตรียมเนื้อหาไว้มากแต่ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้ฟังต้องการฟังจริง ๆ นอกจากนั้นเนื้อหาทุกชิ้นที่เลือกต้องสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ต้องการได้รับจากการสื่อสารครั้งนั้น (Outcome Oriented) เพราะการสื่อสารที่ดีไม่ใช่แค่การแสดงออก แต่คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในผู้ฟัง

การร้อยเรียงภาพ (Imaging) คืออีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ การเล่าเรื่องราวในลักษณะที่ผู้ฟังสามารถจินตนาการตามได้ ทำให้ Insight ที่ซับซ้อนกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้และจดจำได้นานกว่า ผู้นำที่เก่งในการสื่อสารมักไม่แค่บอกว่า “อะไร” แต่ช่วยให้ผู้ฟังเห็นว่า “ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร” ด้วย

สำหรับการสื่อสารในยามวิกฤต ความจริงใจ (Sincerity) คือสิ่งที่มีค่าที่สุด การสื่อสารข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา แม้มันจะไม่ใช่ข่าวดี จะสร้างความไว้วางใจได้มากกว่าการพูดสิ่งที่ผู้ฟังอยากได้ยิน คนที่รู้สึกว่าผู้นำพูดความจริงกับพวกเขาจะยังคงเชื่อใจและสนับสนุนผู้นำได้แม้ในยามยาก

ในการสื่อสารกับพาร์ทเนอร์และ Stakeholder ความไว้วางใจ (Trust) คือสิ่งสำคัญที่สุด Trust ทำหน้าที่เหมือนใบอนุญาตในการทำธุรกิจ  ถ้าไม่มี Trust ทุกการสื่อสารจะถูกตั้งคำถามและทุกข้อตกลงจะเปราะบาง ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนต้องมองหาผลประโยชน์ร่วมกันแบบ “คุณได้-เราได้” ควบคู่กับความโปร่งใสและ Commitment ที่ชัดเจนในสิ่งที่พูด

การสื่อสารที่ดีไม่ได้วัดจากปริมาณคำพูด  แต่วัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจผู้ฟังหลังจากฟังจบ

จงเป็น Ownership ใน Work-life Balance ของตัวเอง
คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด (IBM Thailand)

ผู้นำที่แท้จริง: ความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humble)

ในโลกของผู้นำที่นิยมแสดงความเด็ดขาดและอำนาจ สิ่งที่คุณอโณทัย นำเสนอใน Leadership Secrets อาจฟังดูแตกต่าง นั่นคือพลังของความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humble Leadership) ซึ่งไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือรูปแบบความเป็นผู้นำที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุดรูปแบบหนึ่ง

Authentic Leadership คือการจริงใจต่อตัวตนและไม่เสแสร้ง ผู้นำที่เป็นตัวของตัวเองสร้างแรงดึงดูดได้มากกว่าผู้นำที่แสดงบทบาทเพื่อภาพลักษณ์ เพราะคนรอบข้างสัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้เสมอ ความจริงใจสร้างความไว้วางใจ ขณะที่การเสแสร้งสร้างได้แค่ภาพที่ดูดีในระยะสั้น

การให้เกียรติทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด คือหัวใจของ Humble Leadership การที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสนใจและให้เกียรติพนักงานระดับปฏิบัติการอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เพื่อภาพลักษณ์ สร้างสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ นั่นคือ Loyalty ที่มาจากใจจริง และผู้นำที่ใจดีและถ่อมตัวในยามปกติ เมื่อถึงเวลาต้องเด็ดขาด จะสร้างความเกรงใจได้มากกว่าผู้นำที่ทุบโต๊ะตะโกนเป็นประจำ เพราะความเงียบของคนที่ปกตินิ่งสงบนั้นหนักแน่นกว่า

ในการทำงานระดับสากล ความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรม (Cultural Awareness) คือทักษะที่ขาดไม่ได้ ผู้นำที่ทำงานข้ามชาติต้องเข้าใจทั้ง Do and Don’t ของแต่ละวัฒนธรรม รวมถึงความละเอียดอ่อน (Sensitivity) ต่อความแตกต่างทางศาสนา ประเพณี และวิธีคิด สิ่งที่ถือว่าสุภาพในวัฒนธรรมหนึ่งอาจกลายเป็นสิ่งที่สร้างความขัดแย้งในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง การไม่รู้ไม่ใช่แค่ทำให้สื่อสารไม่ได้ผล แต่อาจทำลายความสัมพันธ์ที่สร้างมาได้เลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าวัฒนธรรมจะต่างกันแค่ไหน มีสิ่งหนึ่งที่เป็นภาษาสากลที่ใช้ได้ทั่วโลก นั่นคือการให้เกียรติคนตรงหน้า ความแตกต่างของพิธีกรรมและมารยาทในแต่ละวัฒนธรรมอาจเปลี่ยนรูปแบบการแสดงออก แต่ความรู้สึกที่ได้รับการให้เกียรตินั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจเหมือนกันหมด

ในมิติส่วนตัว คุณอโณทัย ฝากว่า Work-Life Balance ไม่ใช่สิ่งที่รอให้บริษัทมาจัดการให้ แต่ผู้นำต้องเป็นเจ้าของสมดุลชีวิตของตัวเอง (Ownership) การปรับทัศนคติให้มองว่างานคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากชีวิต จะทำให้ผู้นำไม่รู้สึกเหนื่อยที่ต้องตื่นมาทำงานในแต่ละวัน เพราะมันไม่ใช่การ “ไปทำงาน” แต่คือการ “ใช้ชีวิต” ในแบบที่เลือกเอง

สิ่งสุดท้ายที่น่าสนใจคือแนวคิดเรื่อง Spiritual ของตัวเอง ผู้นำต้องมีงานหรือกิจกรรมที่ “หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ” นอกเหนือจากงานที่เลี้ยงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรก กีฬา ครอบครัว หรือสิ่งใดก็ตามที่ชาร์จพลังได้จริง เพราะในระยะยาว ผู้นำที่ไม่มีแหล่งพลังงานนอกจากงานจะค่อย ๆ หมดแรง และเมื่อถึงวิกฤตจริง ๆ ก็จะไม่มีแรงสำรองที่จะดึงออกมาใช้ได้

ผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่ผู้นำที่ไม่เคยเหนื่อย  แต่คือผู้นำที่รู้ว่าจะชาร์จพลังตัวเองอย่างไร เพื่อพร้อมสู้กับทุกความท้าทายที่ยังรออยู่ข้างหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปกบทความ (1)
กลยุทธ์ลงทุน สร้าง DREAM PROJECT ฟุตบอลระดับโลก พา JAS คว้าลิขสิทธิ์
https://youtu.be/QT3x4UH8dIQ กลยุทธ์ลงทุน สร้าง DREAM PROJECT ฟุตบอลระดับโลก พา JAS คว้าลิขสิทธิ์ DOWNLOAD...
ปกบทความ
ศาสตร์ตั้งคำถาม บุคคลระดับโลก สร้างอิทธิพลให้ผู้นำองค์กร สไตล์ เอ๋ นิ้วกลม
https://youtu.be/GqnTBdbBRfk ศาสตร์ตั้งคำถามของบุคคลระดับโลก สร้างอิทธิพลให้ผู้นำองค์กร สไตล์ เอ๋ นิ้วกลม DOWNLOAD...
ปกบทความ (4)
'ยี้ สุธิดา' เคล็ดลับพา SYNNEX สร้างความเชื่อใจกับ Partner ระดับโลก
ยี้ สุธิดา กับเคล็ดลับพา Synnex สร้าง Trust กับ partner ระดับโลก DOWNLOAD...

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

องค์กรของคุณมีผู้นำระดับกลาง Frontline (Supervisor/First Time Manager/Manager) ประมาณกี่ท่าน
ท่านมีหลักสูตรพัฒนา Frontline Leader หรือผู้นำระดับกลางหรือไม่

สนใจเป็นส่วนหนึ่งของทีมบียอนด์ เทรนนิ่ง

    หากคุณมีความสนใจและต้องการเป็นส่วนหนึ่งกับเรา คุณสามารถกรอกข้อมูลด้านล่าง เพื่อให้ทางทีมงานพิจารณาแล้วตอบกลับคุณโดยไวที่สุด

Full Name

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน