ศิลปะครองใจคน ตรงใจนาย สไตล์พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์

บทเรียนการเติบโต และ Key Success ในชีวิตราชการ

จุดเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดา

ทุกเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ล้วนเริ่มต้นจากก้าวแรกที่มั่นคง สำหรับนายตำรวจท่านนี้ จุดเริ่มต้นของเส้นทางราชการเกิดขึ้นเมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ด้วยผลการเรียนที่โดดเด่นเป็นอันดับที่ 2 จากเพื่อนร่วมรุ่นกว่า 300 คน ความสำเร็จทางการศึกษานี้ไม่ได้เป็นเพียงเกียรติยศบนกระดาษ แต่มันคือ “กุญแจ” ที่เปิดประตูโอกาสให้เขาได้ใช้สิทธิ์เลือกตำแหน่งบรรจุแรกด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษที่มีเพียงผู้ที่ทำผลงานโดดเด่นเท่านั้นจะได้รับ

เขาเลือกที่จะรับราชการในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน ประจำสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง เมื่อปี พ.ศ. 2528 นี่คือหมุดหมายแรกของการเดินทางที่ยาวนานเกือบสี่ทศวรรษ และเป็นบทพิสูจน์ว่า “ความมุ่งมั่นตั้งแต่ต้นทาง” มีผลต่อคุณภาพของเส้นทางทั้งหมดที่จะตามมา

บทเรียนแรกที่ซ่อนอยู่ในจุดเริ่มต้นนี้คือ ความสำเร็จเล็ก ๆ ในวันแรกของการทำงาน ไม่ได้เป็นเพียงจุดจบของบทหนึ่ง แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับบททั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การทุ่มเทตั้งแต่ช่วงต้นของอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การฝึกฝน หรือการสอบแข่งขัน คือการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าในวันข้างหน้า

วิชา “ครูพักรักจำ”: บทเรียนจากการสังเกตรุ่นพี่

หนึ่งในบทเรียนที่ทรงพลังที่สุดในช่วงต้นของชีวิตราชการ เกิดขึ้นเมื่อเขาย้ายกลับมารับราชการที่ฝ่ายฝึกอบรม กองบังคับการตำรวจนครบาลเหนือ ณ ที่แห่งนี้เอง เขาได้มีโอกาสสังเกตการทำงานอย่างใกล้ชิดของนายตำรวจรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เขาสังเกตเห็นและจดจำไว้อย่างแม่นยำคือ “วิชาทำงานเร็ว” รุ่นพี่ท่านนั้นมีพฤติกรรมที่โดดเด่นมาก นั่นคือทันทีที่การประชุมเลิก แทนที่จะรีบไปรับประทานอาหารกลางวันเหมือนคนอื่น ๆ เขากลับรีบนั่งลงพิมพ์รายงานการประชุมทันที ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ งานเสร็จเร็วกว่ากำหนด มีคุณภาพเกินความคาดหมาย และที่สำคัญที่สุดคือสร้างความประทับใจให้กับผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง

นี่คือแก่นของสิ่งที่เรียกว่า “ครูพักรักจำ” นั่นคือการเรียนรู้ผ่านการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่นอย่างตั้งใจ ไม่จำเป็นต้องมีใครมาสอนอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการเปิดตาเปิดใจมองหาสิ่งดี ๆ รอบตัว แล้วนำมาปรับใช้กับตัวเอง เขานำพฤติกรรม “ทำงานเร็ว ส่งงานทันที ไม่รอ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง” นี้มาปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิตราชการ จนกลายเป็นอัตลักษณ์ประจำตัวที่ทำให้ผู้บังคับบัญชาในทุกยุคทุกสมัยประทับใจ และเรียกให้เขาเข้าไปร่วมงานอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

บทเรียนนี้สอนให้เราตระหนักว่า ความเร็วในการทำงานไม่ได้หมายถึงความเร่งรีบแบบไม่รอบคอบ แต่หมายถึงความไม่ผัดวันประกันพรุ่ง การจัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง และการเห็นคุณค่าของ “โมเมนตัม” ในการทำงาน เมื่อความคิดยังสดใหม่ ข้อมูลยังแม่นยำ การลงมือทำทันทีย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการปล่อยให้เวลาผ่านไป

วิธีสร้างกำลังใจและทำใจในยามยาก

ชีวิตราชการเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การโยกย้าย การเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือแม้แต่ความผันผวนทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพโดยตรง สิ่งที่ทำให้เขาสามารถยืนหยัดผ่านความไม่แน่นอนเหล่านั้นมาได้ คือปรัชญาในการทำใจที่ลึกซึ้งสองประการ

ประการแรกคือ “การยอมรับความไม่แน่นอน” เขาไม่ได้พยายามควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ แต่เลือกที่จะมองว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ มุมมองเช่นนี้ช่วยลดความเครียดและความกังวลได้อย่างมาก เพราะแทนที่จะจมอยู่กับความกลัวต่อสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เขาเลือกที่จะมองหาช่องทางและโอกาสที่ซ่อนอยู่ในทุกสถานการณ์

ประการที่สองคือ การหันมาศึกษาหนังสือธรรมะอย่างจริงจัง เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยขัดเกลาจิตใจให้มีความทุกข์น้อยลง หลักธรรมะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของศาสนา แต่เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เขาสามารถแยกแยะระหว่างสิ่งที่ควบคุมได้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และเรียนรู้ที่จะปล่อยวางในสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของตนเอง

เส้นทางตำแหน่งที่หลากหลาย: บทพิสูจน์ความสามารถรอบด้าน

หากมองย้อนไปตลอดเส้นทางราชการ จะเห็นได้ว่าเขาผ่านตำแหน่งที่หลากหลายอย่างน่าทึ่ง เริ่มจากสารวัตรรถไฟ สารวัตรตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) นายเวรผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลคลองตัน รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล ซึ่งดูแลการชุมนุมประท้วงในช่วงปี 2549-2552 อันเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง

จากนั้นเส้นทางยังคงเดินหน้าต่อไปสู่ตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาลเหนือ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดคือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ความหลากหลายของตำแหน่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับบริบทงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งงานสอบสวน งานป้องกันปราบปราม งานกำลังพล งานบริหารพื้นที่ต่างจังหวัด และงานบริหารระดับนโยบาย แต่ละตำแหน่งล้วนต้องอาศัยทักษะและมุมมองที่แตกต่างกัน การผ่านตำแหน่งเหล่านี้มาได้อย่างราบรื่นและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง คือเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ

หัวใจสำคัญของความสำเร็จ: การพัฒนา Mindset

เมื่อถูกถามถึง Key Success หรือกุญแจสำคัญที่สุดของความสำเร็จตลอดเส้นทางราชการ คำตอบที่ได้รับไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา เส้นสาย หรือแม้แต่ความสามารถทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่คือ “การพัฒนา Mindset” หรือทัศนคติภายในจิตใจ

Mindset ถูกเปรียบเสมือน “เข็มทิศ” ที่คอยกำหนดทิศทางของพฤติกรรมและการตัดสินใจในทุกสถานการณ์ เมื่อเข็มทิศชี้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง พฤติกรรมและผลลัพธ์ของการทำงานย่อมดำเนินไปในทางที่ดีตามไปด้วย สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความเชื่อที่ว่า Mindset ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวหรือติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

องค์ประกอบของ Mindset ที่ดีตามหลักปรัชญาชีวิตของเขา สามารถสรุปให้จดจำง่าย ๆ ได้เป็นสามคำ นั่นคือ “คิดบวก คิดดี คิดเป็น” ซึ่งเราจะได้อธิบายรายละเอียดในแต่ละองค์ประกอบดังนี้

คิดบวก หมายถึงการมองอุปสรรคและปัญหาที่เข้ามาในชีวิตว่าเป็นโอกาส หรือเปรียบเสมือน “หินลับมีด” ที่จะช่วยลับให้เราคมกริบยิ่งขึ้น แนวคิดนี้ช่วยให้ความทุกข์จากปัญหาต่าง ๆ ลดน้อยลงไปมาก และยังเป็นแหล่งพลังใจสำคัญที่ช่วยให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่ยากลำบากไปได้

คิดดี หมายถึงการตั้งใจคิดและลงมือทำแต่สิ่งที่ดีงามเท่านั้น มีหลักการที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิต ไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องแม้จะมีโอกาสหรือผลประโยชน์ล่อใจ เพราะการทำสิ่งที่ดีย่อมนำมาซึ่งความสุขใจอย่างแท้จริง

คิดเป็น หมายถึงการไม่ทำตัวเป็น “น้ำเต็มแก้ว” การพัฒนาตนเองอยู่เสมอไม่มีวันหยุดนิ่ง พร้อมทั้งการยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า งานราชการนั้นมีปัจจัยแวดล้อมมากมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของตนเอง การตระหนักถึงข้อจำกัดนี้ ทำให้เราสามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่จมอยู่กับความเครียดหรือความผิดหวังจนเกินไป

องค์ประกอบทั้งสามนี้ทำงานประสานกันอย่างลงตัว คิดบวกช่วยให้จิตใจเข้มแข็งพอที่จะเผชิญปัญหา คิดดีช่วยรักษาหลักการและคุณธรรมในการทำงาน ส่วนคิดเป็นช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อทั้งสามองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกัน ก็จะกลายเป็น Mindset ที่แข็งแกร่งพอจะพาชีวิตราชการผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการ ไปจนถึงจุดสูงสุดของสายงานได้ในที่สุด

การเรียนรู้และการไม่ทำตัวเป็น "น้ำเต็มแก้ว": ศิลปะแห่งการพัฒนาตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นิยามที่แท้จริงของการไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเส้นทางชีวิตราชการของเขาคือ “การไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว” แนวคิดนี้เป็นองค์ประกอบย่อยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ Mindset ในหมวด “คิดเป็น” ที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้า

ความหมายที่แท้จริงของการไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่ได้หมายความเพียงแค่การรู้ว่าตนเองยังไม่เก่งพอเท่านั้น แต่หมายถึงความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าในขณะนั้นตนเองจะยังไม่เก่งหรือยังมีจุดบกพร่องมากมายเพียงใด สิ่งสำคัญคือต้องมีความตั้งใจอย่างต่อเนื่องที่จะพัฒนาตนเองให้เก่งยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่

แก้วที่เต็มไปด้วยน้ำแล้วนั้น ย่อมไม่สามารถรับน้ำใหม่เข้าไปได้อีก เปรียบเสมือนคนที่คิดว่าตนเองรู้ทุกอย่างแล้ว เก่งพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีก คนเช่นนี้ย่อมปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาตนเองไปโดยปริยาย และในระยะยาวจะกลายเป็นผู้ที่ล้าหลังกว่าคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว

การเรียนรู้จากผู้ใต้บังคับบัญชา: หัวใจของผู้นำที่แท้จริง

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในแนวคิดนี้คือ การเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากผู้ใต้บังคับบัญชาหรือ “ลูกน้อง” ในทัศนะของเขา ผู้นำที่ดีจะต้องไม่มองว่าตนเองฉลาดหรือเก่งที่สุดในทุกเรื่อง การคิดว่า “ฉันเก่งที่สุด ฉันฉลาดที่สุด” แล้วเอาแต่สั่งงานลูกน้องเพียงอย่างเดียวโดยไม่รับฟังความคิดเห็นใด ๆ นั้น เป็นความคิดที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะมันเท่ากับเป็นการปิดโอกาสในการเรียนรู้ของตนเองไปโดยสิ้นเชิง

ในทางตรงกันข้าม ผู้นำที่ฉลาดจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็น ได้คิดและนำเสนอแผนงานด้วยตนเอง การกระทำเช่นนี้มีประโยชน์สองต่อ ต่อแรกคือช่วยให้ผู้นำได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของลูกน้องแต่ละคน ต่อที่สองซึ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ผู้นำเองก็สามารถเรียนรู้ไอเดียใหม่ ๆ ที่ดีจากลูกน้องได้ โดยเฉพาะในเรื่องที่ลูกน้องมีความเชี่ยวชาญมากกว่าตนเอง

ในโลกการทำงานสมัยใหม่ที่มีความรู้เฉพาะทางแตกแขนงออกไปมากมาย ไม่มีใครสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกเรื่องได้อีกต่อไป ผู้นำที่ฉลาดจึงต้องรู้จักอ่อนน้อมพอที่จะยอมรับว่า ลูกน้องบางคนอาจมีความรู้ความเชี่ยวชาญในบางด้านที่เหนือกว่าตนเอง และการเรียนรู้จากพวกเขาไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันคือสัญญาณของผู้นำที่มีวุฒิภาวะและมีความมั่นคงทางจิตใจอย่างแท้จริง

การหา “กระจก” คอยสอบทานตนเองในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง

อีกหนึ่งแนวคิดที่ลึกซึ้งและทันสมัยอย่างยิ่งคือ การเน้นย้ำถึงความสำคัญของการหา “กระจก” คอยสอบทานตนเองอยู่เสมอ ในยุคปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในแทบทุกวงการ

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้พื้นที่สำหรับคนที่ไม่มีความสามารถอย่างแท้จริงลดน้อยลงเรื่อย ๆ การเอาตัวรอดในยุคนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการรักษาตำแหน่งด้วยเส้นสายหรือความอาวุโสเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

หัวใจสำคัญคือการไม่ปักใจเชื่อหรือประเมินเอาเองว่าตนเองเก่งแล้ว เพราะการประเมินตนเองมักมีอคติแฝงอยู่เสมอ สิ่งที่ควรทำแทนคือการ “หากระจกคอยส่องและสอบทานตนเอง” อยู่เสมอ กระจกในที่นี้อาจหมายถึงคำแนะนำจากผู้อื่น ผลการประเมินการทำงานอย่างเป็นทางการ หรือแม้แต่การสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองจากคนรอบข้าง การใช้กระจกเหล่านี้สอบทานตนเองอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราประเมินความสามารถที่แท้จริงของตนเองได้อย่างตรงไปตรงมา และนำไปสู่การพัฒนาตนเองให้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญที่มโนขึ้นเองในหัว

หนังสือเล่มโปรดที่หล่อหลอมความคิดและการพัฒนาตนเอง

การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องของเขาไม่ได้มาจากประสบการณ์การทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการอ่านหนังสือหลากหลายเล่ม

ในหมวดการบริหารคน หนังสือของ เดล คาร์เนกี (Dale Carnegie) ได้สอนศิลปะการเป็นผู้ฟังที่ดี การตั้งคำถามอย่างมีชั้นเชิง และเทคนิคการทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ อีกเล่มหนึ่งคือหนังสือแนว “โค้ชเชลีย” หรือศิลปะการอ่านคน ซึ่งสอนเรื่องความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์แต่ละประเภท ช่วยให้รู้จักกาลเทศะและรู้วิธีที่จะทำให้ผู้อื่นรักและไว้วางใจได้อย่างจริงใจ

ในหมวดการบริหารตนเองและธรรมะ หนังสือที่ทรงอิทธิพลอย่างมากคือ “โอวาท 4” ของท่านเหลี่ยวฟัง ที่สอนเรื่องการทำความดีอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และการบันทึกกรรมดีกรรมไม่ดีของตนเองอย่างละเอียด ซึ่งเชื่อว่าสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้อย่างแท้จริง

หนังสือ “ชีวิตที่สมบูรณ์” โดยท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ได้ให้แนวคิดเรื่องความสุขสองระดับที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ระดับแรกคือความสุขในระดับรูปธรรม ได้แก่เงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ และตำแหน่งหน้าที่การงาน สิ่งเหล่านี้มีอยู่อย่างจำกัดในสังคม จึงจำเป็นต้องมีการแข่งขันและแย่งชิงกันอยู่เสมอ ในขณะที่ความสุขระดับที่สองคือระดับนามธรรม ได้แก่การให้และการทำความดี ซึ่งสามารถทำได้อย่างไม่มีขีดจำกัดและไม่ต้องแย่งชิงกับใครเลย

หนังสือเล่มสุดท้ายที่มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งคือ “ชีวิตนี้น้อยนัก แต่สำคัญนัก” โดยสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งสอนเรื่องกฎแห่งกรรมและการตระหนักรู้ว่าชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนักเมื่อเทียบกับกาลเวลาอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องรีบทำความดีในทุกโอกาสที่มี ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

หนังสือทั้งห้าเล่มนี้ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างศาสตร์การบริหารคนแบบตะวันตก และศาสตร์แห่งจิตใจแบบตะวันออก สร้างเป็นกรอบความคิดที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้นำที่ต้องการทั้งความสำเร็จในหน้าที่การงาน และความสงบสุขภายในจิตใจไปพร้อมกัน

ครองตน ครองคน ครองงาน: ศาสตร์และเคล็ดลับการบริหารคน การเลือกคน ที่ใช้ได้จริงในทุกองค์กร

หลักการพื้นฐานของการบริหารคน

หัวใจของการบริหารคนตามแนวทางของเขานั้น ตั้งอยู่บนหลักการง่าย ๆ แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง นั่นคือการใช้ความจริงใจ มีน้ำใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา และมีความเสียสละ เทคนิคที่น่าสนใจของเขาคือการหมั่นสังเกตพฤติกรรมดี ๆ ที่ตนเองประทับใจในตัวผู้อื่น แล้วนำพฤติกรรมเหล่านั้นมาปรับใช้ในการปฏิบัติต่อลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน และผู้บังคับบัญชาของตนเองต่อไป

เกณฑ์การเลือกคน: “คนดี” มาก่อน “คนเก่ง”

หนึ่งในหลักการที่สำคัญที่สุดของการบริหารและการคัดเลือกบุคลากรตามแนวทางนี้คือ การให้ความสำคัญกับ “คนดี” เป็นอันดับแรก มากกว่าความเก่งหรือความสามารถทางเทคนิค ปรัชญาเบื้องหลังแนวคิดนี้คือ หากบุคคลใดเป็นคนดีและไม่มีนิสัยเป็นน้ำเต็มแก้ว แม้ในขณะนั้นเขาจะยังไม่เก่งพอ ก็ยังสามารถพัฒนาความสามารถให้เพิ่มขึ้นได้ในภายหลัง หรือหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยเสริมในจุดที่ยังขาดได้

ในทางตรงกันข้าม หากเลือกคนเก่งแต่ขาดคุณธรรม ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวนั้นสูงกว่ามาก เพราะความเก่งที่ไม่มีคุณธรรมกำกับอาจนำไปสู่การทุจริต การเอาเปรียบผู้อื่น หรือการทำลายองค์กรจากภายในได้อย่างง่ายดาย

วิธีการประเมินว่าใครเป็น “คนดี” อย่างแท้จริงนั้น ไม่ได้ตัดสินจากคำพูดที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากข้อมูลพฤติกรรมในอดีตของบุคคลนั้นประกอบกันอย่างรอบด้าน การกระทำในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา วิธีการปฏิบัติต่อผู้อื่นในยามที่ไม่มีใครจับตามอง และความสม่ำเสมอของพฤติกรรมในระยะเวลาที่ยาวนาน ล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ประเมินตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้นได้แม่นยำกว่าการฟังเพียงคำพูดในช่วงเวลาสั้น ๆ

มิติการบริหารสามด้าน: ครองตน ครองคน ครองงาน

ปรัชญาการบริหารที่เป็นแก่นแกนสำคัญที่สุดของแนวทางนี้ คือหลักการที่เรียกว่า “ครองตน ครองคน ครองงาน”

ครองตน หมายถึงการทำตัวให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง มีวินัยในตนเองอย่างเคร่งครัด มีสัจจะและความจริงใจต่อผู้อื่น รวมถึงมีน้ำใจและความเสียสละ นี่คือมิติแรกที่ต้องสร้างให้มั่นคงก่อน เพราะการเป็นผู้นำที่ดีต้องเริ่มต้นจากการเป็นคนที่ดีก่อนเสมอ

ครองคน หมายถึงความสามารถในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ทั้งผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานในระดับเดียวกัน และผู้บังคับบัญชาระดับสูงกว่า แต่ละกลุ่มมีความละเอียดอ่อนและวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน

ครองงาน หมายถึงการมีความเก่งในเนื้องานอย่างแท้จริง หมั่นทำการบ้านและเตรียมข้อมูลให้ลึกซึ้งครบถ้วนก่อนการปฏิบัติงานทุกครั้ง ทำงานด้วยความรวดเร็วควบคู่ไปกับคุณภาพที่ดี

ทั้งสามมิตินี้ต้องพัฒนาไปพร้อมกันอย่างสมดุล การมีเพียงมิติใดมิติหนึ่งที่โดดเด่นแต่ขาดมิติอื่น ๆ จะทำให้ผู้นำนั้นไม่สมบูรณ์แบบ

เทคนิคการทำงานให้ถูกใจนายและรู้ใจนาย

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บังคับบัญชาเป็นทักษะสำคัญที่มักถูกมองข้ามหรือเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของการประจบสอพลอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานให้ถูกใจนายอย่างมีคุณธรรมนั้นตั้งอยู่บนหลักการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และ “รู้เขา รู้เรา” อย่างแท้จริง

องค์ประกอบสำคัญของเทคนิคนี้ประกอบด้วยหลายประการ ประการแรกคือการทำงานให้เก่งและรอบคอบ พร้อมทั้งสื่อสารอย่างสั้น กระชับ และได้ใจความ เนื่องจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงมักมีภาระงานมากมายและมีเวลาจำกัด

ประการที่สองคือความซื่อสัตย์และความกตัญญู ไม่แทงข้างหลังผู้บังคับบัญชาไม่ว่าในสถานการณ์ใด รวมถึงการรายงานความคืบหน้าของงานอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ปล่อยให้ผู้บังคับบัญชาต้องคอยติดตามทวงถามด้วยตนเอง

ประการที่สามคือการใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยที่หลายคนมักมองข้าม เช่น การเลือกวิธีติดต่อสื่อสารที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อย่างการส่งข้อความผ่านไลน์แทนการโทรศัพท์ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาอาจไม่สะดวกรับสาย

ประการที่สี่ ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญมากและสะท้อนถึงความมีคุณธรรมอย่างชัดเจนคือ การไม่เอาความดีความชอบไว้กับตนเองเพียงผู้เดียว แต่ให้เครดิตแก่ผู้บังคับบัญชาในสัดส่วนที่มากถึงร้อยละ 70-80 การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การประจบสอพลอ แต่เป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในบุญคุณและการทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริง

ประการสุดท้ายและอาจเป็นประการที่ทรงพลังที่สุดคือ การทำงานแบบ Proactive หรือเชิงรุก นั่นคือการคิดแทนและนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาล่วงหน้า จนกระทั่งผู้บังคับบัญชาเพียงแค่พูดว่า “เออดี” โดยไม่ต้องมานั่งคิดหรือรอออกคำสั่งเอง

การพัฒนาลูกน้องด้วยความเข้าใจและความอดทน

แนวทางในการพัฒนาลูกน้องนั้นเน้นการให้คำชมและมอบรางวัลตอบแทนความทุ่มเทในการทำงาน ในกรณีที่ต้องเผชิญกับลูกน้องที่มีบุคลิกหรือพฤติกรรมไม่ถูกใจ แนวทางที่แนะนำคือการคิดบวกและเข้าไปใกล้ชิดเพื่อพัฒนาเขา แทนที่จะผลักไสหรือตัดขาดความสัมพันธ์ นอกจากนี้ ยังสามารถเรียนรู้จากลูกน้องที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้เช่นกัน

การบริหารลูกน้องที่มีสไตล์แตกต่างกัน และลูกน้องที่เป็นรุ่นพี่

หลักการที่แนะนำในกรณีลูกน้องมีสไตล์ต่างกันคือ หากสไตล์การทำงานของลูกน้องคนนั้นเป็นสไตล์ที่ดีอยู่แล้ว แม้จะแตกต่างจากตนเอง ก็ควรยอมรับและปรับตัวตาม ประคับประคองงานให้เดินหน้าต่อไปได้ หลีกเลี่ยงการปะทะหรือขัดแย้งโดยไม่จำเป็น เนื่องจากระบบราชการนั้นไม่สามารถเลือกลูกน้องเองได้ทั้งหมด

อีกกรณีหนึ่งที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษคือ กรณีที่ลูกน้องในสายบังคับบัญชาเป็นผู้ที่มีอาวุโสกว่าหรือเป็น “รุ่นพี่” หลักการสำคัญคือการให้เกียรติสูงสุดแก่รุ่นพี่ท่านนั้น เริ่มตั้งแต่การไหว้ทำความเคารพก่อนเสมอ การเดินไปพบที่ห้องทำงานแทนการเรียกให้มาพบ การใช้คำพูดที่สุภาพ หลีกเลี่ยงการออกคำสั่งโดยตรง แต่ใช้คำพูดในลักษณะ “รบกวนพี่ช่วย…” แทน และเมื่อรุ่นพี่ทำผลงานได้ดี ก็ควรให้คำชมเชยและแบ่งปันความดีความชอบอย่างเต็มที่

แนวทางการติติงและตักเตือนลูกน้องอย่างมีหลักการ

การติติงหรือตักเตือนผู้ใต้บังคับบัญชาต้องยึดเรื่องงานและประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักสำคัญ ทำด้วยเหตุผลอย่างรอบคอบ ไม่ใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เป็นเรื่องร้ายแรง เช่น การเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือการรับสินบน จำเป็นต้องดำเนินการลงโทษและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีการผ่อนปรนหรือละเว้น

การแยกสมองกับหัวใจในการตัดสินใจ

หลักการที่ลึกซึ้งและน่าสนใจอย่างยิ่งในการบริหารงานคือ แนวคิดเรื่อง “การแยกสมองกับหัวใจ” ในการตัดสินใจ สมองจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจในการลงโทษตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมและประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจก็ยังสามารถมีความเมตตากรุณา หรือผ่อนหนักเป็นเบาได้ ภายในกรอบที่กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ เช่น การพิจารณาลดโทษตามเหตุอันควรปราณี หรือการรอลงอาญาในกรณีที่เข้าเงื่อนไข

มองอุปสรรคเหมือนหินลับมีด ไม่มองว่าอุปสรรคเป็นสิ่งที่มาขัดขวาง แต่ใช้อุปสรรคหรือปัญหาในชีวิตเป็นเครื่องมือฝึกฝนตนเอง
พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 13

เหตุการณ์ที่ท้าทายที่สุดในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และวิธีผ่านพ้นวิกฤต

ภารกิจใหญ่ระดับชาติ: การรักษาความปลอดภัยการประชุมเอเปก

เมื่อถูกถามถึงงานที่ท้าทายที่สุดตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คำตอบที่ได้รับคือภารกิจการดูแลรักษาความปลอดภัยในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก (APEC) ซึ่งเป็นการประชุมระดับนานาชาติที่มีผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลกเดินทางมาร่วมประชุมพร้อมกัน

ความท้าทายของภารกิจนี้ไม่ได้มีเพียงมิติเดียว ประการแรกคือความกังวลเรื่องการก่อเหตุวางระเบิดจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่มีความอ่อนไหวสูง ประการที่สองคือการรับมือกับการชุมนุมประท้วงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการประชุม ซึ่งต้องอาศัยความสมดุลระหว่างการรักษาความสงบเรียบร้อยกับการเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

หลักการ “รู้เขา รู้เรา” จากพิชัยสงครามซุนวู

เครื่องมือทางความคิดที่ถูกนำมาใช้ในการวางแผนรับมือกับภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้คือหลักการ “รู้เขา รู้เรา” ซึ่งเป็นหลักปรัชญาการทำสงครามอันเลื่องชื่อจากตำราพิชัยสงครามของซุนวู หลักการนี้เน้นย้ำว่า การจะรับมือกับสถานการณ์ใด ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจทั้งจุดแข็งจุดอ่อนของตนเอง และเข้าใจสถานการณ์ ความเสี่ยง รวมถึงศักยภาพของฝ่ายตรงข้ามหรือปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน

กรอบการบริหารงานสามขั้นตอน: ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ

วิธีการบริหารจัดการภารกิจใหญ่เช่นนี้ ถูกวางกรอบไว้อย่างเป็นระบบผ่านสามขั้นตอนหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการวิกฤตในบริบทอื่น ๆ ได้เช่นกัน

ขั้นตอนแรกคือช่วงก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและใช้เวลาเตรียมการมากที่สุด การวางแผนต้องทำอย่างประณีตละเอียดรอบคอบ ครอบคลุมทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งมีการซักซ้อมแผนอย่างเข้มข้น ทั้งการซักซ้อมแบบแห้ง (Table Top Exercise) และการซักซ้อมแผนแบบปฏิบัติจริงในพื้นที่จริง

ขั้นตอนที่สองคือช่วงขณะเกิดเหตุ หลักการสำคัญในขั้นตอนนี้คือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ยิ่งการวางแผนในขั้นตอนแรกทำได้ดีและครอบคลุมมากเท่าไร ปัญหาที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้าในขั้นตอนนี้ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ขั้นตอนที่สามคือช่วงหลังเกิดเหตุ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มักถูกมองข้ามแต่มีความสำคัญไม่แพ้สองขั้นตอนแรก นั่นคือการสรุปบทเรียนจากการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ทั้งในส่วนที่ทำได้ดีและส่วนที่ควรปรับปรุงแก้ไข

การรับมือกับการชุมนุมประท้วง

สำหรับการรับมือกับสถานการณ์การชุมนุมประท้วง แนวทางที่ใช้คือการมอบหมายให้ผู้ปฏิบัติงานในระดับปฏิบัติการทำการบ้านและเตรียมแผนการรับมืออย่างละเอียดมาก่อน จากนั้นจึงนำแผนดังกล่าวมานำเสนอต่อผู้บังคับบัญชา บทบาทของผู้นำในขั้นตอนนี้ไม่ใช่การกำหนดแผนทั้งหมดด้วยตนเองตั้งแต่ต้น แต่เป็นการช่วยชี้ให้เห็นจุดโหว่หรือข้อบกพร่องในแผนที่ผู้ใต้บังคับบัญชานำเสนอมา พร้อมทั้งแนะนำแนวทางเพื่อเติมเต็มส่วนที่ยังขาดหายไป

นิยามภาวะผู้นำและสไตล์การทำงานแบบ "บิ๊กเด่น"

อ่อนนอก แข็งใน: ความขัดแย้งที่ลงตัว

หนึ่งในลักษณะเด่นที่สุดของภาวะผู้นำในสไตล์นี้ คือแนวคิดที่เรียกว่า “อ่อนนอก แข็งใน” ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นความขัดแย้งในตัวเอง แต่แท้จริงแล้วเป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างยิ่งสำหรับผู้นำที่ต้องการความสำเร็จอย่างยั่งยืน

“อ่อนนอก” หมายถึงการมีบุคลิกภาพที่อ่อนน้อมถ่อมตนในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ความอ่อนน้อมนี้ไม่ได้เป็นจุดอ่อนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนรอบข้าง ลดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้และความร่วมมือ

ในขณะเดียวกัน “แข็งใน” หมายถึงการมีความมั่นคงแข็งแกร่งในอุดมการณ์และหลักการที่ยึดถือ แม้ภายนอกจะดูอ่อนโยนและยืดหยุ่น แต่ภายในจิตใจกลับมีจุดยืนที่มั่นคงไม่โอนเอนไปตามแรงกดดันหรือผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง

นักบริหารตามสถานการณ์: ความยืดหยุ่นที่มีหลักการ

อีกหนึ่งลักษณะสำคัญของภาวะผู้นำนี้คือการเป็น “นักบริหารตามสถานการณ์” ซึ่งหมายถึงความสามารถในการบริหารงานสามด้านไปพร้อมกัน คือการบริหารงาน การบริหารคน และการบริหารตนเอง โดยไม่ใช้วิธีการหรือสไตล์เดียวกันในทุกสถานการณ์อย่างตายตัว หัวใจสำคัญคือการปรับเปลี่ยนสไตล์การบริหารให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคน

การล้วงลูกกับการปล่อยมือ: ศิลปะแห่งการอ่านคนให้ขาด

ในกรณีที่ผู้ใต้บังคับบัญชามีจุดอ่อนหรือยังไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอในงานที่รับผิดชอบ แนวทางที่ใช้คือการลงไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่า “การล้วงลูก” การเข้าไปใกล้ชิดเช่นนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการจับผิดหรือแสดงอำนาจ แต่เพื่อช่วยประคับประคองงานให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งเป็นโอกาสในการสอนงานไปในตัว

ในทางตรงกันข้าม หากผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดมีทั้งความเก่งและความดีอยู่ในตัวแล้ว แนวทางที่เหมาะสมคือการ “ปล่อยมือ” ให้เขาได้แสดงบทบาทและความสามารถอย่างเต็มที่ โดยไม่เข้าไปแทรกแซงหรือควบคุมมากจนเกินไป การให้ความไว้วางใจเช่นนี้เป็นการให้เกียรติและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคนนั้นรู้สึกภาคภูมิใจในบทบาทของตนเอง

การตั้งเป้าหมาย วินัย และการรับมือเมื่อไม่เป็นไปตามที่หวัง

หลักการตั้งเป้าหมายแบบ Step-by-Step

หลักการที่ใช้จริงคือการตั้งเป้าหมายระยะใกล้แบบเป็นขั้นเป็นตอน หรือ Step-by-step ไม่ตั้งเป้าหมายที่ไกลเกินไปจนเกิดความเครียดสะสมหรือทำให้ขาดความสุขในระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมาย การแบ่งเป้าหมายใหญ่ออกเป็นเป้าหมายย่อย ๆ ที่ใกล้ตัวและทำได้จริงในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้เรารู้สึกถึงความสำเร็จเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้มีกำลังใจเดินหน้าต่อไป

การโฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้

หลักการที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การรู้จักแยกแยะระหว่างสิ่งที่ควบคุมได้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และมุ่งเน้นพลังงานทั้งหมดไปที่สิ่งที่ควบคุมได้เท่านั้น สิ่งที่ควบคุมได้คือ การสร้างเหตุที่ดี การทำงานให้เก่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการทำความดีในทุกโอกาสที่มี ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ดวงชะตา หรือผลบุญเก่า สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวคือการยอมรับตามความเป็นจริง

เป้าหมายรายวัน: ความสุขที่จับต้องได้ในทุกวัน

อีกแนวคิดหนึ่งที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการให้ความสำคัญกับเป้าหมายในแต่ละวัน มากกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะเป้าหมายระยะยาวเพียงอย่างเดียว โดยทำความดีและมีความสุขในทุก ๆ วัน แนวคิดนี้สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างการมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จในอนาคต กับการมีความสุขและความพึงพอใจในปัจจุบันขณะไปพร้อมกัน

การรับมือเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่หวัง

หลักการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนคือ การไม่ยึดติดกับผลลัพธ์มากจนเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับกระบวนการและความพยายามที่ได้ทุ่มเทลงไปอย่างเต็มที่แล้ว เมื่อได้ทำดีที่สุดเท่าที่ความสามารถและทรัพยากรที่มีจะอำนวยแล้ว หากผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามที่หวัง สิ่งที่ควรทำคือการยอมรับความจริงอย่างสงบ ไม่โทษตนเองมากเกินไป และไม่จมอยู่กับความผิดหวังเป็นเวลานาน

ข้อคิดในการทำงานและการดำเนินชีวิตในยุคที่มีความไม่แน่นอนสูง

ไม่มีที่ว่างสำหรับคนที่ไม่เก่งจริง

ข้อคิดสำคัญที่ถูกเน้นย้ำอย่างหนักแน่นคือความจริงที่ว่า โลกยุคใหม่นั้นไม่มีที่ว่างเหลือไว้สำหรับคนที่ไม่มีความสามารถอย่างแท้จริงอีกต่อไป ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของทุกอาชีพและทุกวงการอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทางเดียวที่จะเอาตัวรอดได้อย่างยั่งยืนคือการพัฒนาตนเองให้มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในสิ่งที่ตนเองทำ

การสำรวจตนเองอย่างต่อเนื่อง

ข้อคิดที่เชื่อมโยงกับหัวข้อก่อนหน้าอย่างแนบแน่นคือ ความสำคัญของการสำรวจตนเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว และการหมั่นหา “กระจก” คอยส่องสะท้อนจุดอ่อนของตนเองอยู่เสมอ เพื่อค้นหาจุดที่ยังต้องพัฒนาต่อไป และนำไปสู่การปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด

การเตรียมแผนสำรอง: ความมั่นคงทางจิตใจในโลกที่ไม่แน่นอน

ข้อคิดที่ปฏิบัติได้จริงและมีประโยชน์อย่างยิ่งคือ การเตรียม “แผน 2” ไว้รองรับชีวิตเสมอ แม้จะได้ทุ่มเททำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว หากผลลัพธ์ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวัง ก็จำเป็นต้องยอมรับความจริงและมีทางเลือกสำรองไว้รองรับ การมีแผนสำรองเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยงและความกังวล และยังช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ

อานุภาพของการทำความดี: ความเชื่อที่ยึดโยงทุกบทเรียนเข้าด้วยกัน

ข้อคิดสุดท้ายที่เปรียบเสมือนบทสรุปของปรัชญาชีวิตทั้งหมดคือ ความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งในอานุภาพของการทำความดี การคิดดี การทำดี และการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ไม่ให้ชีวิตตกต่ำแม้ในยามที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหรือวิกฤตต่าง ๆ

บทสรุป: มรดกแห่งบทเรียนที่ส่งต่อได้

เส้นทางชีวิตราชการอันยาวนานจากรองสารวัตรสอบสวนตัวเล็ก ๆ สู่ตำแหน่งสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของการสั่งสมบทเรียนชีวิตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนา Mindset ที่ถูกต้อง การไม่หยุดนิ่งในการเรียนรู้ การบริหารคนด้วยความจริงใจและคุณธรรม การเผชิญหน้ากับวิกฤตด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบ และการดำเนินชีวิตด้วยหลักธรรมที่มั่นคง

บทเรียนเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงราชการตำรวจเท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกสาขาอาชีพและทุกบทบาทในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารองค์กรเอกชน เจ้าของธุรกิจ หัวหน้าครอบครัว หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปที่ต้องการพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญที่สุดที่ร้อยเรียงบทเรียนทั้งเจ็ดหัวข้อนี้เข้าด้วยกัน คือความเชื่อที่ว่า ความสำเร็จที่แท้จริงและยั่งยืนนั้น ไม่ได้วัดกันเพียงจากตำแหน่งหน้าที่หรือทรัพย์สินเงินทองที่สั่งสมได้ แต่วัดจากคุณภาพของการเป็นมนุษย์ที่ดี ผู้ซึ่งไม่หยุดพัฒนาตนเอง ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ และดำเนินชีวิตด้วยการทำความดีอย่างสม่ำเสมอในทุกวันของชีวิต

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปกบทความ (1)
เจาะลึก 5 ปัจจัย ความท้าทายในโลกใหม่ ผู้นำต้องเตรียมพร้อม บริหารองค์กรก่อนปี 2030
https://youtu.be/BFEtIdAdRzE เจาะลึก 5 ปัจจัย ความท้าทายในโลกใหม่ ผู้นำเตรียมพร้อม บริหารองค์กรก่อนปี...
ปกบทความ
กลยุทธ์ฝ่าวิกฤติองค์กรกับผู้นำสายmindfulness ได้หัวใจ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
https://youtu.be/blS_ycp2R6c กลยุทธ์ฝ่าวิกฤติองค์กร กับผู้นำสาย MINDFULNESS ได้หัวใจ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง DOWNLOAD...
ปกบทความ (1)
TALENT MANAGEMENT PLAYBOOK ค้นหา พัฒนา รักษาคนเก่งในองค์กร
https://youtu.be/6NrwE36olfg TALENT MANAGEMENT PLAYBOOK ค้นหา พัฒนา รักษาคนเก่งในองค์กร DOWNLOAD...

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

องค์กรของคุณมีผู้นำระดับกลาง Frontline (Supervisor/First Time Manager/Manager) ประมาณกี่ท่าน
ท่านมีหลักสูตรพัฒนา Frontline Leader หรือผู้นำระดับกลางหรือไม่

สนใจเป็นส่วนหนึ่งของทีมบียอนด์ เทรนนิ่ง

    หากคุณมีความสนใจและต้องการเป็นส่วนหนึ่งกับเรา คุณสามารถกรอกข้อมูลด้านล่าง เพื่อให้ทางทีมงานพิจารณาแล้วตอบกลับคุณโดยไวที่สุด

Full Name

ติดต่อรับคำปรึกษา

หากท่านมีความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในหลักสูตรของทางบริษัท Beyond Training ท่านสามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ทางบริษัทขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการฝึกอบรมกับท่าน

รูปแบบการฝึกอบรมที่ต้องการ
ช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรม
ระดับของพนักงานที่ต้องการอบรม
งบประมาณฝึกอบรมต่อวัน